นโยบายว่าด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) - ตัวอย่างแบบฟอร์ม Word และ PDF Pro · TH-law

Valid in Thailand · drafted to comply with local law

Create your นโยบายว่าด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) - ตัวอย่างแบบฟอร์ม Word และ PDF for use in Thailand. Answer a few plain-English questions and the document fills in automatically as you go — then download it in Word and PDF, ready to sign or share. This version has been professionally rewritten to comply with local law.

  • Answer 13 simple questions — the document fills in as you go
  • Live preview: watch your document update in real time
  • Download as Word (.docx) and PDF
  • Edit your answers and re-download anytime
Save to access it later, on any device.

Fill in the details

0/13

Type below — the document on the right updates as you go.

นโยบายว่าด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) - ตัวอย่างแบบฟอร์ม Word และ PDF
🔒The clauses below are blurred in the preview. Fill in your details, then pay once to unlock the full document and download it as Word & PDF.

________
________

นโยบาย ________
เรื่อง การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)
ฉบับที่ ________

โดยที่นายจ้างประสงค์จะกำหนดแนวทางและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือบุคลากรของกิจการ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน และเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของนายจ้างและของพนักงาน อาศัยอำนาจตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างซึ่งจัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายจ้างจึงกำหนดนโยบายเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) โดยมีรายละเอียดและสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 วัตถุประสงค์

นโยบายฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังต่อไปนี้

(ก) เพื่อให้พนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือบุคลากรทุกคนใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
(ข) เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่างถูกต้องและเหมาะสม
(ค) เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)
(ง) เพื่อให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ข้อ 2 คำนิยาม

ภายในนโยบายฉบับนี้

(ก) "นายจ้าง" หมายความว่า ________ เลขทะเบียนนิติบุคคล/เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ________ โดย ________ ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ถือบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ ________ สำนักงานตั้งอยู่ที่ ________

(ข) "พนักงาน" หมายความว่า พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือบุคลากรทุกคนซึ่งทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาการจ้างหรือไม่ก็ตาม

(ค) "สถานประกอบกิจการ" หรือ "กิจการ" หมายความว่า หน่วยงานและ/หรือสถานที่ของนายจ้างที่มีพนักงานทำงานอยู่ในหน่วยงานและ/หรือสถานที่นั้นๆ

(ง) "สื่อสังคมออนไลน์" หรือ "Social Media" หมายความว่า เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และ/หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ดังต่อไปนี้

(1) เว็บไซต์และ/หรือแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดเห็นและ/หรืออภิปรายระหว่างกันได้ (Communication) อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง เว็บไซต์กระดานข่าว (Webboard) กระทู้ออนไลน์ Pantip บล็อก WordPress

(2) เว็บไซต์และ/หรือแอปพลิเคชันเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง Facebook, LINE, WhatsApp, Skype, Twitter/X, Instagram, TikTok

(3) เว็บไซต์และ/หรือแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานสามารถเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเนื้อหาและ/หรือข้อมูล อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง YouTube, Dropbox, Google Drive, Microsoft OneDrive

(4) เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่ผู้ใช้งานสามารถนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาได้ด้วยตัวของผู้ใช้งานเอง (User-generated Content) ไม่ว่าการนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาระหว่างบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคล หรือต่อสาธารณะ (Social Interaction)

(จ) "เนื้อหา" หมายความว่า ข้อความ ตัวอักษร บทความ ความคิดเห็น บทวิเคราะห์ รูปภาพ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย รูปภาพประดิษฐ์ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ภาพยนตร์ ข้อความเสียง เสียง สิ่งบันทึกเสียง ไฟล์ข้อมูล การออกแบบ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือการสื่อสารไม่ว่าในลักษณะ รูปแบบ และวิธีใดๆ และไม่ว่าเนื้อหานั้นจะมีการจำกัดการเข้าถึงหรือไม่ก็ตาม

(ฉ) "ข้อมูลส่วนบุคคล" หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลตามนิยามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ข้อ 3 แนวปฏิบัติทั่วไปในการใช้สื่อสังคมออนไลน์

ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไม่ว่าในกรณีใดๆ ให้พนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือบุคลากรทุกคนปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทั่วไปในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ดังต่อไปนี้

(ก) เนื้อหาใดๆ ที่นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนบนสื่อสังคมออนไลน์ย่อมมีความผูกพันต่อตัวพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือบุคลากรผู้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหานั้น และผู้นั้นย่อมต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ได้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนนั้น ไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสังคม

(ข) เนื้อหาใดๆ ที่นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนบนสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่ามีการจำกัดการเข้าถึงหรือไม่ก็ตาม ย่อมอาจเข้าถึงได้โดยสาธารณะ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และอาจส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ได้ พนักงานผู้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์นั้นจึงควรใช้ความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการทบทวนและตรวจสอบเนื้อหาอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เนื้อหานั้นมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(1) เนื้อหาที่เป็นเท็จ เกินความจริง บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลเท็จ (False Claim) ข่าวปลอม (Fake News)

(2) เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

(3) เนื้อหาที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ

(4) เนื้อหาที่ทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน

(5) เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและ/หรือความรำคาญ

(6) เนื้อหาที่อาจทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อันอาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ยกเว้นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำตามมาตรา 329 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

(7) เนื้อหาที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า สิทธิบัตร

(8) เนื้อหาที่อาจขัดต่อกฎหมาย อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประมวลกฎหมายอาญา

(9) เนื้อหาที่อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นโดยปราศจากฐานทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

(10) เนื้อหาที่อาจประกอบด้วยข้อมูลซึ่งพนักงานนั้นมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาไว้เป็นความลับ ไม่ว่าหน้าที่ตามกฎหมายและ/หรือหน้าที่ตามสัญญาก็ตาม

(11) เนื้อหาที่อาจขัดต่อมาตรฐานวิชาชีพและ/หรือจรรยาบรรณวิชาชีพของพนักงานผู้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหานั้น (ถ้ามี)

(ค) พนักงานผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรยึดหลักการแบ่งแยกระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการทำงาน อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การใช้บัญชีผู้ใช้ส่วนตัว (Personal Account) สำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว

(ง) พนักงานผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นั้นๆ ย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้สื่อสังคมออนไลน์นั้นๆ ด้วย

(จ) ในกรณีที่พนักงานพบเห็นการนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหา หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดต่อนโยบายฉบับนี้ ให้พนักงานผู้พบเห็นนั้นแจ้งให้ผู้รับผิดชอบตามนโยบายฉบับนี้ทราบโดยมิชักช้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นไปตามนโยบายฉบับนี้ต่อไป

ข้อ 4 บัญชีทางการ (Official Account)

เพื่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในการประชาสัมพันธ์กิจการ ให้จัดให้มีบัญชีทางการ (Official Account) ของกิจการในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(ก) วัตถุประสงค์

การจัดให้มีบัญชีทางการ (Official Account) ของกิจการในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

________

(ข) แนวทางและวิธีการดำเนินการ

การจัดให้มีบัญชีทางการของกิจการในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ให้ดำเนินการตามแนวทางและวิธีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

________

(ค) อำนาจและหน้าที่

การดำเนินการใดๆ ผ่านบัญชีทางการของกิจการในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การโพสต์เนื้อหา แชร์ รีวิว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Campaign) การจัดรายการส่งเสริมการขาย (Promotion) การบริหารจัดการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การว่าจ้างบุคคลสาธารณะเพื่อการประชาสัมพันธ์ (Influencer) ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

________

อนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความชัดเจน ให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการ (Official Account) หมายความรวมแต่ไม่จำกัดเพียง การใช้บัญชีผู้ใช้ทางการของนายจ้างซึ่งใช้ชื่อและ/หรือเครื่องหมายการค้าของนายจ้าง นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับนายจ้างและ/หรือของกิจการบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ทางการค้าของนายจ้างและ/หรือของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเวลาทำงานหรือนอกเวลาทำงาน และไม่ว่าจะเป็นการใช้งานด้วยอุปกรณ์ส่วนบุคคล (Personal Device) หรืออุปกรณ์ในการทำงานของนายจ้างและ/หรือของกิจการ

ข้อ 5 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการ (Official Account)

ภายใต้ข้อกำหนดในข้อก่อนเรื่องบัญชีทางการ (Official Account) และนอกเหนือไปจากแนวปฏิบัติทั่วไปในการใช้สื่อสังคมออนไลน์แล้ว ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการ ให้พนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลบัญชีทางการ (Administrator) นั้นปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการอย่างเคร่งครัด อีกส่วนหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) บัญชีทางการในสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ของนายจ้างย่อมถือเป็นสิทธิเด็ดขาดของนายจ้าง โดยนายจ้างมีสิทธิความเป็นเจ้าของในบัญชีทางการและมีสิทธิบริหารจัดการบัญชีทางการดังกล่าวนั้นโดยเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว

(ข) สิทธิเด็ดขาดในบัญชีทางการในวรรคก่อน หมายความรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง เพื่อน ผู้ติดตาม ข้อมูลการติดต่อ การสนทนาโต้ตอบในกล่องข้อความ ช่องแสดงความคิดเห็น เนื้อหา หรือข้อมูลทางการค้าใดๆ ที่เกิดขึ้นและ/หรือได้รับมาอันเนื่องมาจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการดังกล่าว

(ง) พนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลบัญชีทางการนั้นจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการเพื่อประโยชน์ทางการค้าของนายจ้างและ/หรือของกิจการเท่านั้น

(จ) พนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลบัญชีทางการนั้นจะไม่นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยน รวมถึงตอบโต้ เนื้อหาที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(1) เนื้อหาที่มีลักษณะการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพและไม่ให้ความเคารพแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด

(2) เนื้อหาที่มีลักษณะเป็นการโต้เถียง โต้คารม ยอกย้อน ทะเลาะกับลูกค้า อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง

(3) เนื้อหาที่มีลักษณะไม่เหมาะสมกับบริบททางสังคมในสถานการณ์และช่วงเวลาเช่นนั้น

(4) เนื้อหาที่มีลักษณะลามกอนาจาร

(5) เนื้อหาที่มีลักษณะเป็นข่าวประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของนายจ้างและ/หรือของกิจการ การให้ข้อมูลใดๆ ต่อสื่อมวลชน การให้คำมั่นว่าจะให้หรือจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือการให้สัญญาใดๆ แก่ลูกค้า เว้นแต่เนื้อหาดังกล่าวนั้นจะได้รับความเห็นชอบและ/หรือได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้

(7) เนื้อหาที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและ/หรือสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

(8) เนื้อหาที่มีลักษณะเป็นการเปิดเผยข้อมูลทางการค้าของนายจ้างและ/หรือของกิจการอันอาจทำให้นายจ้างและ/หรือกิจการเสียประโยชน์ทางการค้า อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง รายชื่อลูกค้า รายชื่อคู่ค้า แผนการตลาด ยอดขาย ข้อมูลทางการเงิน ความลับทางการค้า ข้อมูลอื่นใด

(9) เนื้อหาที่มีลักษณะขัดต่อประกาศ คำสั่ง นโยบายฉบับอื่นๆ ของนายจ้างที่ได้ประกาศบังคับใช้

(ฉ) ในการใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อยี่ห้อ ชื่อกิจการ เครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้า ชื่อและ/หรือเครื่องหมายอื่นใดอันสามารถสื่อถึงนายจ้าง กิจการ สินค้าและ/หรือบริการของนายจ้างและ/หรือของกิจการ พนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลบัญชีทางการนั้นจะต้องใช้ชื่อและ/หรือเครื่องหมายนั้นตามที่นายจ้างกำหนด โดยไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง ต่อเติม หรือแก้ไขชื่อและ/หรือเครื่องหมายดังกล่าว

(ช) ในกรณีที่ปรากฏข้อซักถามจากลูกค้าผ่านบัญชีทางการนั้น พนักงานผู้ดูแลบัญชีทางการจะดำเนินการให้ข้อมูล ตอบกลับ และ/หรือสนทนาโต้ตอบลูกค้าโดยมิชักช้าภายในระยะเวลาอันสมควรแก่กรณีแห่งข้อซักถามนั้น

(ซ) พนักงานผู้ดูแลบัญชีทางการจะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้าและบัญชีทางการ อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การลบความคิดเห็น การปิดกั้นการเข้าถึง เว้นแต่นายจ้างจะกำหนดเป็นอย่างอื่นในแต่ละกรณี

(ฌ) ในกรณีที่พนักงานผู้ดูแลบัญชีทางการพบเห็นการนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นเท็จ เกินความจริง บิดเบือนหรือปลอมเกี่ยวกับนายจ้างและ/หรือกิจการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับนายจ้างและ/หรือกิจการ ให้ดำเนินการแก้ไขเนื้อหานั้นด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องในทันที

(ญ) พนักงานผู้ดูแลบัญชีทางการจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการโดยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติ ข้อกำหนด แนวทางการทำงาน และ/หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยบัญชีทางการที่นายจ้างอาจกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากนโยบายฉบับนี้

ข้อ 6 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว

ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ในกรณีส่วนตัว ให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว ดังต่อไปนี้

(ก) พนักงานผู้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์นั้นจะต้องปฏิบัติตามนโยบายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตราบเท่าที่สามารถใช้บังคับได้แก่กรณี

(ข) พนักงานผู้นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์นั้นจะต้องไม่นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่อาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าเนื้อหาดังกล่าวนั้นเป็นเนื้อหาที่ผ่านการเห็นชอบของนายจ้างและ/หรือของกิจการ หรือเป็นเนื้อหาที่กระทำการในฐานะตัวแทนของนายจ้างและ/หรือของกิจการ เว้นแต่ในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาทางการของนายจ้างและ/หรือของกิจการ (Official Statement) โดยการอ้างอิงเนื้อหาทางการดังกล่าว

(2) การนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง

(ค) เนื้อหาใดๆ ที่นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว พนักงานนั้นย่อมรับทราบดีว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพของพนักงานนั้นๆ ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยที่

(1) การนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหานั้นจะต้องเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย

(2) พนักงานใดๆ ของนายจ้างและ/หรือของกิจการย่อมถือเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของนายจ้างและ/หรือของกิจการโดยปริยาย แม้เป็นการนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว พนักงานนั้นจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อนายจ้างและ/หรือของกิจการ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นสำคัญ

(3) การนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหานั้นจะต้องไม่แสดงถึงแนวความคิดและ/หรือชุดความคิดที่ไม่เหมาะกับพนักงานผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่เช่นว่าในพฤติการณ์เช่นว่านั้น ไม่ว่าในด้านวัยวุฒิหรือคุณวุฒิ

อนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความชัดเจน ให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว หมายความรวมแต่ไม่จำกัดเพียง การใช้บัญชีผู้ใช้ส่วนตัว (Personal Account) นำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยนเนื้อหาส่วนตัวหรือเนื้อหาส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเวลาทำงานหรือนอกเวลาทำงาน และไม่ว่าจะเป็นการใช้งานด้วยอุปกรณ์ส่วนบุคคล (Personal Device) หรืออุปกรณ์ในการทำงานของนายจ้างและ/หรือของกิจการ

ข้อ 7 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในเวลางาน

ในขณะปฏิบัติงานและ/หรือในเวลางานซึ่งไม่ใช่เวลาพักของพนักงาน ห้ามมิให้พนักงานใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในขณะปฏิบัติงานและ/หรือในเวลางาน ไม่ว่าในกรณีใดๆ ยกเว้นในกรณีที่พนักงานผู้นั้นมีความจำเป็นและเร่งด่วนต้องใช้ประโยชน์ของสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารสำคัญ โดยที่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในขณะปฏิบัติงานและ/หรือในเวลางานในวรรคก่อนจะต้องเป็นการใช้ที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(ก) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวเท่าที่จำเป็นและสมควร

(ข) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวจะต้องไม่กระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและ/หรือการทำงานของพนักงานนั้น หรือพนักงานคนอื่น

(ค) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวจะต้องไม่ส่งผลกระทบกับผลการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าในเชิงเวลา ปริมาณ หรือคุณภาพ

ข้อ 8 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงาน

ในกรณีที่พนักงานใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในขณะปฏิบัติงานและ/หรือในเวลางานตามข้อก่อน ห้ามมิให้พนักงานใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวผ่านเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงานซึ่งนายจ้างจัดให้มีเพื่อประโยชน์ในการทำงาน ไม่ว่าในกรณีใดๆ ยกเว้นในกรณีที่พนักงานผู้นั้นมีความจำเป็นและเร่งด่วนต้องใช้ประโยชน์ของสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารสำคัญ ในกรณีดังกล่าวในวรรคก่อน พนักงานตกลง ดังต่อไปนี้

(ก) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าวเป็นการกระทำของตัวพนักงานนั้นเองทั้งสิ้น

(ข) พนักงานผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าวจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดแก่นายจ้างและ/หรือทรัพย์สินของนายจ้างอันเกิดจากและเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าว อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงานซึ่งนายจ้างจัดให้มี ทั้งนี้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายแรงงานกำหนด

(ค) ในกรณีที่มีบุคคลภายนอกกล่าวอ้างสิทธิ เรียกร้องค่าเสียหาย ค่าชดเชยใดๆ กับนายจ้าง อันเกิดจากและเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าว พนักงานผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าวจะใช้ความพยายามอย่างที่สุดเพื่อปกป้องนายจ้างจากข้อเรียกร้องนั้นๆ และรับผิดชดใช้เงินที่นายจ้างต้องชำระค่าเสียหายหรือค่าชดเชยใดๆ แก่บุคคลนั้นไปตามคำพิพากษาของศาลหรือได้ชำระตามคำสั่งอื่นใดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ถ้ามี)

(ง) พนักงานผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวดังกล่าวจะไม่ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงานซึ่งนายจ้างจัดให้มีในลักษณะที่ไม่เหมาะสม อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในการกระทำผิดกฎหมาย หรือการกระทำที่ขัดต่อนโยบายฉบับนี้ การนำเสนอ เผยแพร่ และ/หรือแลกเปลี่ยน รวมถึงการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงาน

(จ) พนักงานตกลงและรับทราบดีว่านายจ้างอาจตรวจสอบ จำกัด และควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวผ่านเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงานซึ่งนายจ้างจัดให้มีตามสมควรแก่กรณี เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายฉบับนี้ ทั้งนี้ ภายใต้ขอบเขตและฐานทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และโดยนายจ้างจะแจ้งให้พนักงานทราบถึงการตรวจสอบดังกล่าวล่วงหน้าตามสมควร

ข้อ 9 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งด้วยบัญชีทางการและบัญชีส่วนตัว พนักงานจะต้องเคารพและปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

(ก) พนักงานจะไม่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่ค้า เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลอื่นใด ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยปราศจากฐานทางกฎหมายและ/หรือความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด

(ข) พนักงานจะใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมในการเก็บรักษาและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

(ค) ในกรณีที่พบเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอันเกิดจากหรือเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พนักงานจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือผู้รับผิดชอบตามนโยบายฉบับนี้ทราบโดยมิชักช้า

ข้อ 10 การแจ้งปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์

ในกรณีที่พนักงานต้องการแจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ปัญหา ดังต่อไปนี้

(ก) ข้อสอบถามทั่วไปเกี่ยวกับนโยบายฉบับนี้

(ข) การตีความรายละเอียดและขอบเขตการบังคับใช้นโยบายฉบับนี้

(ค) การแจ้งข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำการและ/หรืองดเว้นการกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดต่อนโยบายฉบับนี้

(ง) การปรึกษาหารือ ในกรณีที่พนักงานไม่แน่ใจว่าการกระทำการและ/หรืองดเว้นการกระทำการใดจะถือเป็นการกระทำการที่ขัดต่อนโยบายฉบับนี้หรือไม่

(จ) การขอความเห็นชอบก่อนการกระทำการและ/หรืองดเว้นการกระทำการใดอันเกี่ยวกับนโยบายฉบับนี้

ให้พนักงานนั้นแจ้งปัญหาดังกล่าวผ่านช่องทาง ดังต่อไปนี้

________

ข้อ 11 บทกำหนดโทษ

ในกรณีที่พนักงานผู้ใดปฏิบัติฝ่าฝืนและ/หรือไม่ปฏิบัติตามนโยบายฉบับนี้ ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด นายจ้างมีสิทธิดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง

(ก) ตักเตือนพนักงานนั้นให้ปฏิบัติตามนโยบายฉบับนี้ และ/หรือยุติการกระทำการอันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนนโยบายฉบับนี้โดยทันที

(ข) ให้พนักงานนั้นดำเนินการแก้ไขการกระทำการและ/หรืองดเว้นการกระทำการอันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนนโยบายฉบับนี้ให้ถูกต้องและเป็นไปตามนโยบายฉบับนี้ภายในระยะเวลาอันสมควร

(ค) ลงโทษทางวินัยพนักงานนั้นตามสมควรแก่กรณีแห่งความร้ายแรงและ/หรือความเสียหายตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การตักเตือนเป็นหนังสือ การพักงาน การเลิกจ้าง ทั้งนี้ การเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่เข้าลักษณะตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เท่านั้น

(ง) เรียกร้องค่าเสียหายทั้งปวงจากพนักงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่การปฏิบัติฝ่าฝืนนโยบายฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างและ/หรือกิจการ

(จ) เรียกร้องค่าชดเชยใดๆ จากพนักงานนั้น ในกรณีที่มีบุคคลภายนอกกล่าวอ้างสิทธิ เรียกร้องค่าเสียหาย ค่าชดเชยใดๆ กับนายจ้าง อันเกิดจากและเกี่ยวกับการปฏิบัติฝ่าฝืนนโยบายฉบับนี้ ซึ่งนายจ้างได้ชำระค่าเสียหายหรือค่าชดเชยให้แก่บุคคลนั้นไปตามคำพิพากษาของศาลหรือได้ชำระตามคำสั่งอื่นใดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ถ้ามี)

การดำเนินการตามข้อนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของนายจ้างที่จะดำเนินคดีทางอาญาและ/หรือทางแพ่งต่อพนักงานผู้กระทำผิดตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 12 ผลบังคับใช้

ให้นโยบายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ________ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเป็นอย่างอื่น นโยบายฉบับนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและ/หรือสภาพการจ้างของนายจ้าง

จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ ________



ลงชื่อ_______________________ผู้ออกนโยบาย
________
ตำแหน่ง ________
________

Fields you complete are inserted into the document live. This template is general guidance only — not legal advice.